FANDOM


FA-star
Quotebg.png
"Skyrim, also known as the Old Kingdom or the Fatherland, was the first region of Tamriel settled by humans from the continent of Atmora: the hardy, brave, warlike Nords, whose descendants still occupy this rugged land."
―Anonymous[src]
Map of skyrim bintoenglish

A map of Skyrim

Skyrim หรือที่รู้จักกันในนาม The Old Kingdom หรือ The Fatherland หรือ Keizaal  (Dovahzul: KEiZAaL Keiz-Aal, "Rebellion-May"[note 1]) ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ทางเหนือของทวีป Tamriel[1]ชนพื้นเมืองของ Skyrim คือชนเผ่า Nord[1][2] เริ่มแรกนั้น Skyrim เป็นดินแดนที่ปกครองโดย Snow Elves แต่หลังการปราชัยของแก่กองทัพของชาว Atmoran ใน "สงคราม Atmoran-Snow Elf (The Atmoran-Snow Elf War)" พื้นที่ทั้งหมดของ Skyrim ได้ตกเป็นของชาว Atmorans [3]

แคว้น Skyrim มีพรมแดนติดแคว้น Morrowind ทางด้านตะวันออก, แคว้น Cyrodiil ทางทิศใต้, แคว้น Hammerfell ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้, และแคว้น High Rock ทางด้านตะวันตก ซึ่งพื้นที่ของ Skyrim ยังรวมถึงเกาะ Solstheim ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย  

ประวัติศาสตร์Edit

ยุค Merethic (The Merethic Era)Edit

การอพยพสู่ SkyrimEdit

ในช่วงยุค Merethic (Merethic Era) Ysgramor นำชาว Atmoran อพยพจากทวีป Atmora ทางตอนเหนือข้ามผ่านทะเลแห่งภูติ (The Sea of Ghosts) มาสู่ดินแดนซึ่งภายหลังเรียกว่า Skyrim ชาว Atmoran เรียกแผ่นดินใหม่ที่พวกเขามาเยือนว่า Mereth หมายความถึงดินแดนของเหล่าเอลฟ์ (Mer) ตำนานของชาว Atmoran กล่าวว่าบริเวณแรกที่ Ysgramor มาถึงยัง Tamriel คือ Hsaarik Head ทางตอนเหนือสุดของ Skyrim บริเวณ Broken Cape ซึ่งเขาและเหล่าผู้ติดตามได้อพยพหนีมาจากสงครามกลางเมืองใน Atmora ซึ่งในขณะนั้นมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก[4] อย่างไรก็ตาม Ysgramor และพรรคพวกไม่ได้เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่มายังทวีปแห่งนี้ ผู้มายัง Tamriel ก่อนคณะของ Ysgramor ได้แก่ ชาว proto-Cyrodillians, บรรพบุรุษของชาว Breton, ชนพื้นเมือง Hammerfell, และมนุษย์ที่เคยอาศัยอยู่ใน Morrowind

ชาว Nords เป็นหนึ่งในชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมากจากชาว Nedic และเป็นเผ่าพันธ์ุหนึ่งเดียวที่ไม่สามารถสร้างข้อตกลงที่สันติกับเหล่าเอลฟ์ได้ การค้นพบใหม่ของกลุ่มนักโบราณคดีในปี 3E 344 พบว่ามนุษย์น่าจะมาตั้งรกรากใน Tamriel ตั้งแต่ช่วงปี ME 800-1000 ในบริเวณแคว้น Hammerfell, High Rock และ Cyrodiil เป็นเวลากว่าศตวรรษก่อนถึงยุคของ Ysgramor.[5][6]

StatueofYsgramor

Ysgramor formed the Five Hundred Companions.

ชาว Atmorans ลงหลักปักฐานและสร้างเมือง Saarthal ขึ้นในบริเวณที่ต่อมาคือ Winterhold hold โดยชาว Snow Elves และชาว Atmorans ต่างอยู่กันอย่างสงบสุขอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง


ราตรีแห่งการหลั่งน้ำตา (The Night of Tears)Edit

ดูบทความหลักที่: Night of Tears

เนื่องด้วยชาว Snow Elves เห็นว่ามนุษย์นั้น มีอายุขัยสั้นกว่าและยังสามารถเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้เร็วกว่าเหล่าเอลฟ์เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวอาจทำให้พวกเขาสูญเสียแผ่นดินให้แก่มนุษย์ในท้ายที่สุด ณ ขณะเวลานั้นเหล่า Snow Elves มองมนุษย์ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่ไร้ซึ่งอารยธรรมรุกรานขยายพันธุ์ไปทุกที่อย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งยังทำให้ระบบนิเวศของ Tamriel เสียหาย อย่างไรก็ตามในบางกระแสกล่าวว่า Snow Elves ล่วงรู้ถึงความลับของชาว Atmorans ที่ได้คนพบ "บางสิ่ง (something)" ลึกลงไปใต้พื้นดินขณะที่พวกเขาสร้าง Saarthal ซึ่งชาว Atmorans พยายามรักษาความลับถึงสิ่งที่เขาค้นพบแต่ก็ไม่สามารถเล็ดรอดสายตาของพวก Snow Elves ไปได้ดังนั้นเหล่าเอลฟ์จึงได้ทำการบุกสังหารหมู่ผู้คนใน Saarthal ซึ่งต่อมารู้จักกันทั่วไปในนาม "ราตรีแห่งการหลั่งน้ำตา (The Night of Tears)"[7] มีเพียง Ysgramor และบุตรชายสองคนที่รอดชีวิตกลับไปยัง Atmora


การกลับมาEdit

ดูบทความหลักที่: The Return

เมื่อ Ysgramor และบุตรชายกลับมาถึง Atmora พวกเขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นบน Skyrim แก่ประชาชนชาว Atmoran ผู้คนของ Atmora ต่างรำ่ไห้ด้วยความพิโรธและโศกเศร้าเสียใจ Ysgramor จึงได้ถือโอกาสนี้ในการรวบรวมมนุษย์จากหลายฝ่ายเข้าด้วยกันด้วยเป้าหมายหนึ่งเดี่ยวคือการชำระแค้นแก่เหล่า Snow Elves 

ภายในระยะเวลาไม่นานนัก Ysgramor ได้กรีฑาทัพสู่ออกจาก Atmora ที่ท่าเรือ Jylkurfyk มุ่งสู่ Skyrim พร้อมกับกองทัพที่รู้จักกันในชื่อ "Five Hundred Companions" ประกอบด้วยเหล่านักรบจาก "สงครามกลางเมืองแห่ง Atmora (The Atmoran Civil War)"[4] ใน Day of Final Passage [8]


สงคราม Atmoran-Snow ElfEdit

สงคราม Atmoran-Snow Elf War เกิดขึ้นในช่วงปลายยุค Merethic หนึ่งในการต่อสู่ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในช่วงท้ายของสงคราม นั่นคือ "ศึกแห่ง Moesring (The Battle of the Moesring)" ในขณะนั้น Atmorans กำลังจะพิชิตเหล่า Snow Elf ลงได้ จนกระทั่งการปรากฎตัวขึ้นของ "Snow Prince" ผู้นำกองกำลังสุดท้ายของ Snow Elves เข้าต่อสู้กับผู้รุกราน นักรบ Atmoran ผู้เกรียงไกรหลายต่อหลายคนต่างสยบต่อความแข็งแกร่งของ Snow Prince รวมไปถึง Ingjaldr White-Eye, Ulfgi Anvil-Hand, Strom the White, Freida Oaken-Wand และ Heimdall the Frenzied กระแสของสงครามเหมือนจะกลับมาเป็นของทางฝั่ง Snow Elves จนกระทั่ง Snow Prince ปลิดชีพ Jofrior

การเห็นมารดาของตนเองถูกสังหารต่อหน้าต่อตา Finna บุตรีแห่ง Jofrior ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 12 ปี โศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก และด้วยความโกรธ Finna จึงสังหาร Snow Prince โดยใช้ดาบของมารดาขว้างไปปักลงกลางหน้าอกของเขา การสิ้นพระชนม์ของ Snow Prince ทำให้ขวัญกำลังใจของทหาร Snow Elf ที่เหลืออยู่มลายหายไปจนหมดสิ้น ชาว Snow Elf ส่วนใหญ่ที่หลงเหลือต่างหลบหนีไปและที่ยังคงต่อสู้อยู่ในสนามรบถูกสังหารทิ้งจนหมด[9] สงครามสิ้นสุดลงหลังจากนั้นไม่นานโดยเหล่า Snow Elves ใน Skyrim รวมถึงอารยธรรมถูกทำลายสิ้น เมื่อไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป กองทัพ Five Hundred Companions ก็ได้ก่อตั้ง "ราชวงศ์ Ysgramor (The Ysgramor Dynasty)" ขึ้น [10][11]


การก่อตั้งเมือง WhiterunEdit

หลังจากสงครามกับ Snow Elves สิ้นสุดลง Five Hundred Companions ได้แตกออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อหาพื้นที่ในการตั้งรกรากในแนวทางของตนเอง ลูกเรือของ Jorrvaskr (ชื่อของเรือที่นำเหล่า Atmoran มายัง Tamriel) นำโดย Jeek of the River เดินทางไปทั่วผืนแผ่นดินใหม่ จนกระทั่งพวกเขาได้พบสิ่งลึกลับมหัศจรรย์นั่นคือ "อนุสาวรีย์วิหคที่มีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงอยู่ในดวงตาและจงอยปาก" ซึ่งต่อมาอนุสาวรีย์นี้รู้จักกันในชื่อ Skyforge เชื่อกันว่าถือกำเนิดมาพร้อมๆกับ Nirn และเป็น "สิ่งที่หลงเหลืออยู่ของเหล่าทวยเทพในการสร้างดินแดนสุขาวดีขึ้นบน Mundus ก่อนที่จะถูกทำลายโดย Lorkhan" ตัวเมืองถูกสร้างขึ้นรอบๆเรือ Jorrvaskr ในเวลาต่อมาได้ชื่อว่าเมือง Whiterun และภายหลังบริเวณพื้นที่รอบๆเมืองได้กลายเป็น Whiterun Hold.[12]


การก่อตั้งเมือง WindhelmEdit

Ysgramor และกลุ่มผู้ติดตามเดินทางต่อไปทางตะวันออกมุ่งหน้าสู่ Yngol Barrow ซึ่งตั้งอยู่เหนือบริเวณปากแม่น้ำ Ysgramor จึงดำริให้สร้างเมืองที่บริเวณดังกล่าวซึ่งถือเป็นอนุสรณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของเหล่ามนุษยชาติ ตัวเมืองสร้างขึ้นด้วยหินจำนวนมากและมีสะพานขนาดใหญ่ทอดยาวข้าม White River เชื่อมเข้ากับประตูเมือง ภายหลังเมืองนี้รู้จักกันในนาม Windhelm เมืองแห่งราชัน (The City of the King)[13]


ยุคที่ 1 (The First Era)Edit

ดูบทความหลักที่: First Era
Sky haven temple map

Akaviri map of Skyrim in the First Era.

ศตวรรษที่ 2Edit

Snow Elves ที่เหลือรอดยังคงอาศัยอยู่บริเวณตะเข็บพรมแดนของ Skyrim จนกระทั่งการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ลำดับที่ 13 แห่งราชวงศ์ Ysgramor ราชา Harald (King Harald) ในช่วงต้นของยุคที่ 1 ราชา Harald ได้สละเมืองการอำนาจการปกครองทั้งหมดในทวีป Atmora (ในขณะนั้น ชาว Nord ใน Atmora และ Skyrim นับว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน) และประกาศแยก Skyrim ออกเป็นรัฐอิสระ


ศตวรรษที่ 3Edit

ราชา Vrage the Gifted ได้ขยายดินแดนออกไปและภายหลังนำมาซึ่ง "จักรวรรดิแรกของมวลมนุษย์ (The First Empire of Men)" ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ครองราชย์ ชาว Nord ปกครองไปทั่วทั้ง Skyrim รวมถึงบางส่วนของ High Rock, Cyrodiil, และ Morrowind[4][5] โดยการได้มาซึ่งดินแดนบางส่วนของ Morrowind แลกมาด้วยเลือด[4] เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การรวมกลุ่มกันก่อตั้งอาณาจักร Chimer-Dwemer แห่ง Resdayn โดยมีจุดประสงค์เพื่อขับไล่ชาว Nord ออกไปจาก Morrowind[14][15]


ศตวรรษที่ 4Edit

ระบบที่ใช้เลือกผู้สืบทอดผู้ครองจักรวรรดินั้นในที่สุดก็พิสูจน์ว่านำมาซึ่งความหายนะ จากเหตุการณ์ในการเลือก High Kings พระองค์ใหม่จากผู้ครอง Hold ต่างๆของ Skyrim (The Mootหลังจากการสวรรคตของราชา Borgas[4]ในปี 1E 369 ด้วยพิธี Wild Hunt นำมาสู่สงครามแห่งผู้สืบทอด (The War of Succession)[4]


ศตวรรษที่ 5Edit

ศึก Red Mountain ครั้งที่ 1Edit

ในปี 1E 416 ชาว Nords ได้ถูกโจมตีขับไล่ออกจาก Morrowind ในศึก Red Mountain ครั้งที่ 1 (Battle of Red Mountain) (สงครามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1E 700 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชาว Nord) จากการแพ้อย่างหมดรูปแก่กองทัพผสม Chimer และ Dwemer ทำให้ชาว Nord สูญเสียพื้นที่ทั้งหมดใน Morrowind ไป


การสิ้นสุดของสงครามแห่งผู้สืบทอดEdit
Quotebg.png
"Subdued the foul dragon Numinex,
reunited Skyrim after the war of
Succession, and conquered the
barbarous Reach."
Windhelm Palace of the Kings Plaque

ในปี 1E 420 สงครามแห่งผู้สืบทอดจบลงในเหตุการณ์ Pact of Chieftains และการปราบดาภิเษกขึ้นครองบัลลังก์ของ Olaf One-Eye ในตำแหน่ง High King.[4][16][17]


ยุคที่ 3 (The Third Era)Edit

ดูบทความหลักที่: Third Era

ศตวรรษที่ 5Edit

ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 5 แห่งยุคที่ 3 ได้เกิดหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ Tamriel ขึ้น นั่นคือวิกฤตการณ์ Oblivion (Oblivion Crisis) เหตุเกิดจากเทพปีศาจแห่งการทำลายล้าง Mehrunes Dagon ได้พยายามเข้าสู่ Tamriel ด้วยร่างที่แท้จริง โดยทำการ Oblivion Gates เปิดขึ้นทุกหนทุกแห่งใน Tamriel ทำให้เกิดสงครามระหว่างเหล่า Mortal (เหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ใน Nirn) และ Daedra ซึ่งการต่อสู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน Cyrodiil


ยุคที่ 4 (The Fourth Era)Edit

ดูบทความหลักที่: Fourth Era

ศตวรรษที่ 1Edit

Quotebg.png
"Untithed to any thane or hold, and self-governed, with free worship, with no compensation to Skyrim or the Empire except as writ in the Armistice of old wheresoever those might still apply, and henceforth let no Man or Mer say that the Sons and Daughters of Kyne are without mercy or honor."
―Skyrim's offer of Solstheim to Morrowind in 4E 16[src]
BA Red Mountain

Map of Red Mountain.

ในช่วงศตวรรษที่ 1 แห่งยุคที่ 4 Red Mountain ใน Morrowind ได้เกิดการระเบิดขึ้นทำให้ เมืองส่วนใหญ่ใน Morrowind ถูกทำลายและมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 4E 5[18] ถึงปี 4E 6.[19]


ในปี 4E 16 High King แห่ง Skyrim ได้พระราชทานเกาะ Solstheim ให้แก่ชาว Dunmer เพื่อเป็นที่อยู่ของผู้ลี้ภัยจาก Morrowind [20][21] สี่ปีหลังจากนั้นในปี 4E 20 ได้มีการเซ็น The Decree of Monument โดยเหล่า Jarls แห่ง Skyrim เพื่อให้ Soltheim เป็นดั่งอนุสรณ์สถานแห่งการลี้ภัยจาก Morrowind ในช่วง The Red Year[22]


ศตวรรษที่ 2Edit

การปฏิวัติของ ForswornEdit

ในปี 4E 174 กลุ่มของ Reachmen ได้ก่อการกบฎโดยการยึดเมือง Markarth เหตุการณ์นี้ภายหลังรู้จักกันในนามการปฏิวัติของ Forsworn (The Forsworn Uprising) เนื่องด้วยการประกาศสงครามของจักรวรรดิกับ Third Aldmeri Dominion ทำให้เมือง Markarth ตกอยู่ภายใต้การป้องกัน กลุ่ม Reachmen ได้ยึดการปกครอง Markarth จากจักรวรรดิและประกาศตนเองเป็นอิสระในนามของราชอาณาจักร Reach(The kingdom for The Reach)[23]


การทวงคืน MarkarthEdit

สองปีต่อมาในปี 4E 176 กองกำลังของรัฐบาลของ Skyrim นำโดย Ulfric Stormcloak ได้บุกเข้ายึดเมือง Markarth กลับคืนและขับไล่พวก Reachmen ออกไป กลุ่ม Reachman ที่เหลืออยู่ได้เรียกตัวเองว่า Forsworn หมายถึงผู้สาบานว่าจะชำระหนี้แค้นแก่เหล่า Nord ที่พรากความเป็นอิสรชนของตนไป[23][2]


ศตวรรษที่ 3Edit

Quotebg
"When the sons of Skyrim would spill their own blood."
Esbern, describing the Skyrim Civil War[src]
Quotebg
"The World-Eater wakes, and the Wheel turns upon the Last Dragonborn..."
―Prophecy of the Dragonborn[src]
TESV civilwarbanners

The banners of the Imperial Legion and the Stormcloaks.

ในศตวรรษที่ 3 แห่งยุคที่ 4 ของ Skyrim เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ของ Tamriel โดย[24]ในปี 4E 201 ได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ 2 เหตุการณ์ขึ้นพร้อมกันนั่นคือสงครามกลางเมือง (Civil War) แห่ง Skyrim และ วิกฤตการณ์มังกร (Dragon Crisis) ในช่วงเวลาดังกล่าวหลายเมืองใน Skyrim ได้ก่อการปฏิวัติขึ้นต่อจักรวรรดิ (Imperial Empire) และ Third Aldmeri Dominion นำด้วย Eastmarch, The Pale, The Rift และ Winterhold Hold ในขณะที่ Haafingar, Hjaalmarch, The Reach และ Falkreath Hold นั้นอยู่ฝ่ายจักรวรรดิ มีเพียง Whiterun Hold ที่ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Skyrim ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง ขณะเดียวมังกรได้เข้าโจมตีทำลายเมือง Helgen และคร่าชีวิตผู้คนเกือบทั้งหมดไป ยกเว้นผู้คนที่หลบอยู่ป้อมปราการและ "นักโทษนิรนาม (The unknown prisoner)" คนหนึ่ง[25] ซึ่งนับเป็นการกลับมาปรากฎตัวยัง Tamriel เป็นครั้งแรกในรอบพันปี[2]

สภาพทางภูมิศาสตร์Edit

Skyrimlandscape

Skyrim features arctic tundra, mountains, and forests.

Skyrim เป็นแคว้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ใน Tamriel มีพื้นที่ประมาณ 105,500 ตารางไมล์ (270,000 ตารางกิโลเมตร) โดยแบ่งเป็นพื้นที่ราบทุนดรา, ป่า, เทือกเขา และที่ราบสูง Skyrim เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความขรุขระมากที่สุดใน Tamriel โดยนอกจากเป็นที่ตั้งของ 5 ยอดเขาที่สูงที่สุดใน Tamriel แล้วยังหนาวเย็นและปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดเวลา มีเพียงพื้นที่ทางตะวันตกและที่ราบตอนกลางบางส่วนที่มีผู้อาศัยอยู่ พื้นที่ส่วนที่เหลือของ Skyrim นั้นสูงชันเต็มไปด้วยภูเขา เนินเขา และหุบเหวลึก อย่างไรก็ตามยังมีพืชพันธุ์หลายชนิดที่สามารถเติบโตได้ใน Skyrim เช่น ข้าวสาลี (wheat) และ snowberry


Skyrim Scenery
ด้วยสภาพภูมิอากาศของ Skyrim ทำให้เป็นบริเวณเดียวใน Tamriel นอกจากทางตอนเหนือของ High Rock และ Morrowind ที่สามารถบ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งได้นั่นคือ Nordic Mead ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "เหล้ากากๆ (Rotgut)" เนื่องด้วยวัตถุดิบบางอย่างที่สามารถหาได้เฉพาะให้บริเวณนี้และขั้นตอนการกลั่นที่ต้องทำภายใต้อุณหภูมิต่ำมากๆเพื่อให้เกิดการเยือกแข็งซำไปซ้ำมา โดยเครื่องดื่มที่ได้นั้นจะมีรสชาติ "เย็น" เป็นเอกลักษณ์ คล้ายรสชาติเย็นของมินต์ (Mint) แต่รุนแรงเหนือธรรมดา โดยผู้ดื่มจะยังรู้สึกเย็นแม้ดื่มเข้าไปแล้วเหมือนรู้สึกว่ามีน้ำแข็งอยู่ภายในกระเพาะเลยทีเดียว ด้วยความอันตรายโดยธรรมชาติทำให้การครอบครองหรือจำหน่าย Nordic Ale นั้นผิดกฎหมายในจักรวรรดิแต่ก็ไม่สามารถหยุดการลับลอบนำเข้าของผู้ประกอบการหลายๆที่ในการกักเก็บ Nordic Mead ไว้ให้สำหรับผู้ที่ใจกล้าพอที่จะดื่ม


Skyrim ยังประกอบไปด้วย ถ้ำและหุบเขา หนึ่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดใน Skyrim คือ Blackreach หรือ Fal Zhardum Din ในภาษา Dwemeris แปลความได้ว่าอาณาจักรที่ดำมืดที่สุด[26] Blackreach เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีเมืองตั้งอยู่ภายในซึ่งถูกสร้างโดยชาว Dwemer โบราณ นักโบราณคดีคาดว่า Blackreach เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ Dwemer และเชื่อมต่อกับเมืองอีก 3 เมือง นั่นคือ Alftand, Raldbthar และ Mzinchaleft โครงสร้างของถ้ำดังกล่าวใหญ่กว่าโครงข่ายถ้ำอื่นๆใน Skyrim นอกจากนี้ใน Blackreach ยังพบสายแร่ พืช และสัตว์ซึ่งหลายชนิดพบได้ในบริเวณเฉพาะเท่านั้น

พรรณพืชและสัตว์ประจำถิ่นEdit

พรรณพืชEdit

Skyrim ประกอบไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ โดยทั่วไปพรรณพืชสามารถพบได้ในทุกๆที่ของ Skyrim แม้แต่ส่วนที่หนาวเย็นที่สุดและแห้งแล้งที่สุด พรรณไม้เฉกเช่น Snowberries และ Frost Mirriam สามารถทนต่อหนาวเย็นและแห้งแล้งได้ดี ส่วนเห็ดรา (Fungi) ใน Skyrim พบทั้งหมด 9 ชนิดสามารถพบได้ถั่วไปในถ้ำและบริเวณใต้พื้นดิน

หนึ่งในพืชที่น่าสนใจที่สุดใน Skyrim คือ Nirnroot โดยทั่วไป Nirnroot ต้องการน้ำและแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ พืชชนิดนี้มีสีเขียว สามารถเรืองแสงและเปล่งเสียงคล้ายระฆังออกมาได้ Nirnroot ขยายพันธุ์ไปทั่วทั้ง Tamriel จนกระทั่งเหตุการณ์ Sun's Death ในปี 1E 668 ซึ่งสร้างความหายนะครั้งใหญ่แก่พืชนานาพรรณรวมถึง Nirnroot ด้วยโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้การเจริญเติบโตของ Nirnroot หยุดชะงักลงเนื่องจากขาดแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน

Crimson Nirnroot เป็น Nirnroot ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งพบใน Blackreach เพียงที่เดียว Crimson Nirnroot สามารถเรืองแสงและเปล่งเสียงได้เช่นเดียวกับ Nirnroot ทั่วไปแต่ตัวลำต้นและใบมีสีแดงและยังสามารถเติบโตขึ้นใหม่ด้วยตนเองได้ ในเดือน Rain's Hand ปี 4E 2 ได้มีการจัดประชุมที่ Alchemical Symposium ในระหว่างการประชุม Master Alchemist Sinderion ได้ปราศัยเกี่ยวกับ Nirnroot ซึ่งเขาได้แสดงบันทึกของ Chivius Regelliam แพทย์สมุนไพรผู้มีชื่อเสียง Regelliam ได้พัฒนาทฤษฎีหนึ่งซึ่งกล่าวว่า Nirnroot กำลังเข้าสู่การวิวัฒนาการ พืชนิดนี้พัฒนาความสามารถในการ "ปกป้องตนเอง" เมื่อเถ้าภูเขาไฟผสมกับดินเพาะปลูกของ Cyrodiil, Nirnroot ก็จะพัฒนาความสามารถดังกล่าวขึ้น Sinderion สนับสนุนทฤษฎีที่ว่านี้ และยังแสดงหลักฐานของมัน และแนะนำว่าควรให้เงินทุนสนับสนุนโครงการศึกษา Nirnroot เพื่อหาทางปกป้องจากการสูญพันธ์[27][28]

พรรณสัตว์ประจำถิ่นEdit

FrostbiteSpider

แมงมุม, สิ่งมีชีวิตที่พบได้ทั่วไปในสกายริม

ดูบทความหลักที่: Creatures (Skyrim)

A variety of animals live in Skyrim throughout the lands. From domesticated animals to animals living in the wild, there is a huge variety in the creatures of Skyrim.[2]


Some animals were domesticated by the Nords. These animals included the dogs, horses, chickens, cows and goats. The horses of Skyrim are hardy and strong, and make up for endurance what they lack in speed. Horses and horse-drawn carriages are commonly used as methods of transportation. Both are capable of traveling the harsh terrain and climate with ease.[2]

HoldsEdit

ดูบทความหลักที่: Hold

Holds are the nine administrative sections of Skyrim.[4][29] Scattered across the rugged landscape of Skyrim are five major cities and four minor ones, as well as minor towns, villages and settlements. The presence of more numerous and smaller cities gives the land a more natural, rural feel than the somewhat urbanized Cyrodiil.


The PaleEdit

ดูบทความหลักที่: The Pale

DawnstarEdit

ดูบทความหลักที่: Dawnstar (Skyrim)
DawnstarMain

Dawnstar.

A garrison town on the northern coast of Skyrim, Dawnstar is the trade center of the region. It was named capital of the Pale after the destruction of a fortress in Dawnstar during 2E 283 that Potentate Versidue-Shaie declared martial law, leading to one of the most brutal and bloody periods in the history of Tamriel. Dawnstar is one of the northern most cities in Skyrim along with Solitude and Winterhold.


Falkreath HoldEdit

ดูบทความหลักที่: Falkreath Hold

FalkreathEdit

ดูบทความหลักที่: Falkreath (Skyrim) 
Falkreathmain

Falkreath.

Falkreath is a city in southwestern Skyrim, capital of Falkreath Hold. Close to the border with both Cyrodiil and Hammerfell. Just across the border in Hammerfell lies the town of Elinhir. Falkreath is known for its cemetery, which dominates the southern part of the town. Werewolves have been heard in Falkreath.


The ReachEdit

ดูบทความหลักที่: The Reach

MarkarthEdit

ดูบทความหลักที่: Markarth
Quotebg
"Nothing ever changes in the City of Stone, and that's just fine."
The City of Stone[src]
Markarth

Markarth.

A city in west-central Skyrim, Markarth was the capital city of The Reach. Markarth was notable for possessing the Imperial College of the Voice, which was founded by Tiber Septim to restore the Voice to the art of warfare. Half of the town was controlled by a wealthy family known as the Silver-Bloods. Violence runs rampant throughout most of the city due to the Forsworn.


HjaalmarchEdit

ดูบทความหลักที่: Hjaalmarch

MorthalEdit

ดูบทความหลักที่: Morthal
Morthal

Morthal

Morthal is a town in west-central Skyrim, capital city of Hjaalmarch, close to both Dragon Bridge and Solitude. The mage Falion, who can cure Vampirism, is located there. The current Jarl in Morthal is Jarl Idgrod Ravencrone.


The RiftEdit

ดูบทความหลักที่: The Rift (Skyrim)

RiftenEdit

ดูบทความหลักที่: Riften (Skyrim)
ไฟล์:Riften 2.png

Riften, also known as Rifton, capital of The Rift, this town is located in south-eastern Skyrim, close to the province's borders with both Cyrodiil and Morrowind. Home to the Skyrim Thieves Guild, it was in Riften that Barenziah joined the Guild during her return to Morrowind from exile in Skyrim.


Maven Black-Briar is the most influential person in Riften, and has both the Riften Guard and the Jarl in her pocket, as well as connections in both the Thieves Guild and the Dark Brotherhood.


HaafingarEdit

ดูบทความหลักที่: Haafingar

SolitudeEdit

ดูบทความหลักที่: Solitude (Skyrim)
Solitude

Solitude.

Solitude is the center of Imperial influence within Skyrim and capital city of Haafingar. Castle Dour is located there, from which General Tullius runs the Imperial Legion. The royalty are housed within the Blue Palace. Solitude is located far northwest of the center of the map. The home of the famous Bards College, Haafingar is also one of Skyrim's few natural harbors and chief ports; ships from up and down the coast can be found at her crowded quays loading timber and salted cod for the markets of Wayrest, Anvil, and Senchal.


Founded during Skyrim's long Alessian flirtation, the Bards College continues to flaunt a heretical streak, and its students are famous carousers, fittingly enough for their chosen trade. Students yearly invade the marketplace for a week of revelry, the climax of which is the burning of "King Olaf" in effigy, possibly a now-forgotten contender in the War of Succession. Graduates have no trouble finding employment in noble households across Tamriel, including the restored Imperial Court in Cyrodiil, but many still choose to follow in the wandering footsteps of illustrious alumni such as Callisos and Morachellis.


Whiterun HoldEdit

ดูบทความหลักที่: Whiterun Hold

Whiterun Hold is the largest of the nine holds, and is located at the center of mainland Skyrim. The Hold features a wide variety of geographical features, including rolling plains, green hills and snow-capped mountains, including the Throat of the World, which is the tallest mountain with the highest peak in all of Tamriel. Whiterun Hold is located at the center of Skyrim, and is the hub of trading and a core part of the province's economy.[30] Whiterun Hold's major city is Whiterun, and features two other settlements, Riverwood and Rorikstead.


Whiterun Hold's economy is helped by the major trading and business in Whiterun City, the sawmill business in Riverwood, and five farms, three of which are located just outside of Whiterun City, while the other two are located in Rorikstead.

WhiterunEdit

ดูบทความหลักที่: Whiterun (Skyrim)
Quotebg
"The Plains District of Whiterun is home to the city's shops and market, while the Wind District is mostly a residential district. The Jarl's palace, Dragonsreach, dominates the Cloud District."
Proventus Avenicci[src]
Whiterun Skyrim

Whiterun.

Whiterun is a city in central Skyrim and capital of Whiterun Hold. It is the trade hub of Skyrim. The young Barenziah, during her escape, took shelter here for a week with a young lover during her return to Mournhold.


This hold contains Whiterun and High Hrothgar, and was once referred to as the "Imperial City of Skyrim" before it underwent several acts of chaos including a dynastic feud, attacks by bandits and frost trolls, and a series of annihilating winters of alternating floods, droughts, and fires. A self-proclaimed priestess of Lorkhan, Jsashe the Witch-Queen, controls the county and the local witches' coven. It is interesting to note that the local giant population seems to use the tundra outside Whiterun as a pasture of sorts for their mammoth herds, and a place to set camp, like Bleakwind Basin.


Winterhold HoldEdit

ดูบทความหลักที่: Winterhold (Hold)

WinterholdEdit

ดูบทความหลักที่: Winterhold (Skyrim)
Winterholdcity

Winterhold.

Winterhold, the capital city of Winterhold Hold was once a wealthy and influential city and county in north-eastern Skyrim. Winterhold is heavily affected by Dunmer ways and ideas, being close to the border. It contains the Ysmir Collective and the well known College of Winterhold. Winterhold's current Jarl is Korir.


Due to The Great Collapse, most of the historic city sank into the ocean two hundred years prior to the dragon attacks. It is arguably the smallest hold capital, with only a tavern, the Jarl's Longhouse, and the College of Winterhold.


EastmarchEdit

ดูบทความหลักที่: Eastmarch (Skyrim)

Eastmarch is located along the eastern border with Morrowind. The northern part of Eastmarch features snowy tundras and mountains, while the central and southern areas of the Hold is volcanically active. The western part resembles much of central Skyrim, while the eastern part is connected along the Velothi Mountains. Eastmarch's major city, Windhelm, is located in the northern part of the hold.


A smaller settlement, known as Kynesgrove, is located south of Windhelm. Eastmarch's economy is supported by three farms, Brandy-Mug Farm, Hlaalu Farm and Hollyfrost Farm, all located just outside of Windhelm. Eastmarch is also supported by Mixwater Mill and four mines: Darkwater Crossing, Goldenrock Mine, Steamscorch Mine and Gloombound Mine.

WindhelmEdit

ดูบทความหลักที่: Windhelm (Skyrim)
Windhelm Skyrim

Windhelm.

Windhelm was once the capital of the First Empire of Skyrim, but as of the Fourth Era, it was the capital city of Eastmarch. The palace of the Ysgramor Dynasty still dominates the center of the Old City. Windhelm was sacked during the War of Succession,[4] and again by the Akaviri army of Ada'Soon Dir-Kamal;[4] the Palace of the Kings is one of the few First Empire buildings that remain. Today, Windhelm remains the only sizable city in the otherwise determinedly rural Hold of Eastmarch, and serves as a base for Imperial troops guarding the Dunmeth Pass into Morrowind.


คณะผู้ปกครองEdit

Bonecrowngo

The Jagged Crown เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจของผู้ปกครองแห่งสกายริม

Quotebg
"Maw unleashing razor snow,
Of dragons from the blue brought down,
Births the walking winter's woe,
The High King in his Jagged Crown."
―Ancient Nordic verse describing the Jagged Crown[src]

แคว้นทั้งหมดของ Skyrim ถูกปกครองโดย High King (หรือ High Queen) และคู่ครองของพระองค์ แต่ละ hold ถูกปกครองโดย Jarl จนกระทั่งมีกบฏ Stormcloak และสงครามกลางเมือง (Civil War) แคว้นได้ถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิแห่ง Tamirel อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นของยุคที่สี่มีเพียงครึ่งหนึ่งของ Skyrim ที่ถูกนับเป็นดินแดนในอานัติของอิมพีเรียล ขณะอยู่ภายใต้ธงนี้ Skyrim ยินดีต่อการช่วยเหลือทางการทหารจากกองทัพของจักรพรรดิ และการมีส่วนรวมในกิจการต่างๆในฐานะส่วนหนึ่งของสภาสูง High King และ Jarl แต่ละองค์ต่างก็มีที่นั่งในสภาแห่งนี้[2][31]

The Jagged Crown คือสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้นำและอำนาจของ High King (หรือ High Queen) มันถูกสร้างจากเขี้ยวและกระดูกของมังกร และเป็นโบราณวัตถุของชาวนอร์ด (Nords) ซึ่งเป็นที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์ Harald. High King พระองค์สุดท้ายที่ได้ทรงมงกุฏนี้คือกษัตริย์ Borgas และสูญหายไประหว่างสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ (War of Succession)[32]

There are no known laws or legal documents of Skyrim. There were some surveys, censuses and records used by the government, such as the Book of Life, which was a census that kept track of people and livestock in a certain region.[33] The government also kept records of cities' general status and economic production. One such survey was the Survey of the Holdings of Jarl Gjalund, taken down during the First Era by Slafknir the Scribe, under the rule of Jarl Gjalund.[34] The following is the actual survey itself.


Survey of the Holdings of Jarl Gjalund


As Witnessed by Slafknir the Scribe, so Sworn by the Old Gods and the New


Whiterun -
AHROLSEDOVAH (AHROL-SE-DOVAH: Hill of Dragon.)
The Jarl's Holding, with Plentiful Water and Pasturage. Home of Jorrvaskr, the Far-Famed Hall of the Companions.


Rorik's Steading - RORIKHOFKAH (RORIK-HOFKAH: Rorik Steading)
A Small Farmstead in the Western Plains. Grain, Leather, Horses.


Granite Hill -
QUESTHSEGOL16pxAHROL (QUESTHSEGOL AHROL: Stone Hill)
Three Farms and an Inn, just north of the Falkreath. A Market is Held here Weekly.


H'roldan -
AHROLDAN (AHROL-DAN: Hill ?)
A Spacious Wooden Hall and Pasturage, recently Seized from the Reachmen. Silver and Iron as Tribute from the Natives.


Bromjunaar -
BROMJUNAaR (BROM-JUN-AAR: North King Servant)
An Old Settlement, much Reduced from Former Days. Lumber and Stone.


Korvanjund -
KORVANJUND (KORVANJUND)
A Small Forified Settlement. Hides and Meat.


Volunruud -
VOLUNRUuD (VOLUNRUUD)
A Fortified Wooden Hall near Giants' Gap. Meat and Worked Ivory.


Hillgrund's Steading -
HILLGRUNDHOFKAH (HILLGRUND-HOFKAH: Hillgrund Steading)
A Large Farmstead Near the Base of the Monahven. Grain, Mead, Honey.

Armed forcesEdit

Whiterun Hold Guard Skyrim

A Whiterun guard.

Other than the Imperial Legion, Skyrim appears to have no national armed forces. Each Hold has its own section of Hold Guards who act as both a national guard and police force. These soldiers are the first line of defense against any opposing force who threatens Skyrim and her people. After the Civil War erupted in 4E 201, the Hold Guards of Skyrim were divided just as Skyrim herself was, with Haafingar, Hjaalmarch, The Reach and Falkreath Hold under Imperial control and Eastmarch, The Pale, The Rift and Winterhold Hold under Stormcloak control.


EconomyEdit

East empire sign

The East Empire Company symbol.

Skyrim is a wealthy and powerful province; the hold of Haafingar had always been one of the richest and most influential regions. Solitude is the capital of both Haafingar and Skyrim, and so dominates politically, but also economically. Recently, Solitude has grown ever more powerful, controlling much of the northern coastline following King Thian's alliance by marriage with Macalla, the Queen of Dawnstar.[35] It has sought to expand its influence further by annexing several former Imperial fiefs, such as the island of Roscrea, ruled directly by the Emperor since Uriel V conquered it in the 271st year.[36] There are also influences from Morrowind because refugees from Morrowind escape there, bringing new ideas, cultures, and stimulating the economy.


In some cities, a citizen becomes a part of the economy by either logging or blacksmithing. In the Fourth Era, Skyrim was politically unified until the outbreak of the Civil War, which pitted the Eastern Holds against the Western Holds. Though this, coupled with The Great Collapse, has caused some damage to Skyrim's economy, the city of Riften has become an industrial powerhouse, producing mead and fish.[37] This has led to some political corruption, however, but on the whole, Skyrim is one of the more powerful and wealthy nations on Tamriel.


There are many forms of economic production in Skyrim. This includes agriculture (farming), which is common despite the harsh and cold conditions, as well as grain production, mining, stone-cutting and logging. There is also fishing, honey farming and food and mead production. In Skyrim, there are many farms, Grain Mills, Mines, saw mills, docks and ports that produce goods and services. In addition, the trading and shipping industries are another part of Skyrim's economy. In each major city in Skyrim, of which there are five, there is a central marketplace where business, trading and social activities take place.


Some cities, towns and villages produce specific goods and services. During the First Era, Rorik's Steading (Rorikstead) produced grain, leather and horses, Korvanjund produced hides and meat, Volunruud produced meat and worked ivory, Bromjunaar produced lumber and stone, Granite Hill held a weekly market
Septim Skyrim

The Septim, the currency used in Skyrim.

and Hillgrund's Steading (Ivarstead).[34]


The East Empire Company is a multi-national, monopolistic trading and shipping company based out of Cyrodiil. The East Empire Company essentially dominates the shipping and trading industry in Skyrim. They control the flow of ships, goods and trade and business coming into the ports of Skyrim. 


The Thieves Guild is an organized guild of thieves who operate based out of organized crime. They are headquartered in the Ratway beneath Riften, and has major effects on Skyrim's economy, whether positive or negative.


Skyrim uses the Septim, which is the main currency used in Cyrodiil and throughout all of the Empire.


DemographicsEdit

RacesEdit

The most notable race in Skyrim is of course the Nords, but there are other races that have migrated as well. Some of these races include the Dark Elves, Bretons, Redguards etc. The High Elves are the only exception since most of them only came to Skyrim due to political reasons.


NordsEdit

Nord

A depiction of a Nord male.

Skyrim and her people, the Nords, have a diverse culture that spread across multiple aspects, such as holidays and festivals, music, religion, architecture and infrastructure and education. Some pieces of culture even dated back to the Merethic Era used by the Atmorans, the Nords' ancient ancestors.


There is a spiritual relationship between Nords and breathing, which is associated with the goddess Kynareth. Though the art of speech is usually associated with the goddess Dibella, the art of Thu'um, or Storm Voice,[38] is associated with Kynareth, who gave Men the ability to speak.[39] Nords consider themselves to be the children of the Sky. They call Skyrim the Throat of the World because it was where the sky first brought the North Winds upon land and formed them. Breath and the voice are the vital essences of a Nord; the art of breathing, speech and articulation is with them.


Nearly all Nords have the capability to speak, but some have the capability of using Thu'um, or Storm Voice. The power of these Nords can be articulated into a Shout.[40] The Way of the Voice was a pacifist philosophy developed by Jurgen Windcaller. The philosophy preached the Thu'um should only be used for worship and glory of the Gods rather than martial exploits. Jurgen Windcaller first developed this philosophy after the First Battle of Red Mountain in 1E 416. He then founded the Greybeards, a monastic group of Tongues who practice the Way of the Voice.[4][39]


There is a relationship between Nords and combat skills, whether it was one-person melee weapons, archery, blocking, heavy weapons, hand-to-hand combat. Nords are associated with battle skills, the art of combat, improving battle tactics and increasing overall experience of combat. Nords and their culture also focus on quests for honor and glory.


Saunas are popular in Skyrim.[OOG 1]


ReligionEdit

Templeofthedivines

The Temple of the Divines in Solitude.

There are two religious pantheons of Skyrim, both worshiped in different time periods throughout Skyrim's history. The first was the Ancient Nordic Pantheon, worshiped during the Merethic and early First Era.[41] The second was the Nordic Pantheon, revered during the rest of Skyrim's history.


The Nordic Pantheon consists of various deities, resembling or drawing influence from the Nine Divines. Specific deities venerated by Skyrim and her people include: Alduin, Dibella, Orkey, Tsun, Mara, Stuhn, Kyne, Jhunal, Shor, Ysmir, Herma-Mora, Maloch.[38] Shor is considered the father deity of the providence, as opposed to Akatosh, the chief Divine of Cyrodiil. Some scholars report that Akatosh and Alduin are the same deity, while others disagree.[38][42][43] Conversely, the Ancient Nordic Pantheon venerated animal gods; the deities were the hawk, wolf, snake, moth, owl, whale, bear, fox, and the dragon.[38]


Sovngarde is believed to be the Nordic afterlife created by Shor. When Nords, as well as anyone who believe in the Nordic Pantheon, die a heroic and honorable death, they ascend to Sovngarde.[44]


Daedra worship is rare in Skyrim. The main pantheon consists of Herma-Mora, an Atmorian demon who some claim is the incarnation of the Daedric Prince Hermaeus Mora. Mephala, the Daedric Princess and webspinner, is Herma's sister, supporting claims that he is a Daedric Prince. Maloch, an incarnation of Malacath, is the patron of the ostracized. This Daedric Prince was brought to Skyrim by the Orcs. Other Daedric Princes worshiped in Skyrim include Azura—whose followers fled Morrowind after receiving spiritual dreams from their liege;[45] Nocturnal—worshiped by the Nightingales; Namira—worshiped by a cult of cannibals; and Hircine, largely patronized by lycanthropes.[2]


Talos worshipEdit

Shrine of Talos Skyrim

One of the last Shrines of Talos in Skyrim.

Because Tiber Septim liberated Skyrim from the elves, many consider his divine apothesized form, Talos, as worthy of veneration. Worship of Talos was prevalent in Skyrim until the Thalmor and the Elder Council signed the White-Gold Concordat as a treaty to the Great War conflict. Within the document contained explicit demands by the Third Aldmeri Dominion to uproot the worship of Talos in Cyrodiil and its territories. Skyrim, at the time, was a territory of the Empire of Tamriel, its High King being a member of the Elder Council. Loyalists supported the efforts of Imperial Legion and the Thalmor to eradicate Talos worship in Skyrim, although rebellious groups such as the Stormcloaks refused to relinquish these beliefs. Popular insurgents include the Jarls Elisif the Fair (of Solitude) and Ulfric Stormcloak (of Windhelm). Sometime after the Concordant was signed into law, the shrine of Talos in the Temple of the Divines was vandalized and removed.[46]


CultureEdit

MusicEdit

Bards-College

The Bard College found in Solitude.

Many songs are found in Skyrim's culture; some notable songs included Ragnar the Red, the Song of the Dragonborn, The Dragonborn Comes and Tale of the Tongues. Music is also popular in relation to war and propaganda. In the Third Century of the Fourth Era, when the Civil War was taking place, two songs were produced with either song supporting a side. The Age of Aggression was for the Empire and The Age of Oppression was for the Stormcloaks and Skyrim.[47]


These songs are sung by Bards in Inns and Taverns all across Skyrim. The Bards College in Solitude is a school for Bards.


Many songs are still sung by people in the modern era that were sung by people of the Merethic Era and the First Era. One very notable song of the past was King Olaf's Verse. The verse, written by Bard Svaknir, criticized King Olaf One-Eye and his adventures and referred to his adventures as "lurid and false." In response, King Olaf One-Eye ordered Svaknir to be imprisoned and all copies of his verse to burn.[48] In 4E 201, the Last Dragonborn joined the Bards College, and his or her first task was to retrieve the last known copy of King Olaf's Verse in Dead Men's Respite.


Queen Elisif the Fair banned the Burning of King Olaf, a festival of the Bards College, and the Bards desired for the festival to take place, and not just for them but for all of Solitude and Skyrim. Viarmo and the Last Dragonborn went to Elisif the Fair and presented to her King Olaf's Verse. Elisif soon allowed holding of the Burning of King Olaf festival. The festival was to be held that day, and for all days in the future when the festival was to take place.[49]


Festivals and holidaysEdit

A few notable holidays and festivals are customary in Skyrim and in Nordic culture. One notable festival is the Feast of the Dead, which is held on the 13th of Sun's Dawn in Windhelm to honor Ysgramor and the Five Hundred Companions. During the festival, the names of the Five Hundred are recited.[4] Another notable festival in Skyrim is the Burning of King Olaf.


Architecture and infrastructureEdit

Solitude sawmill

Solitude Sawmill, an exemple of architecture that can be found in Skyrim.

The architecture and infrastructure of Skyrim is a mix of rural and urban; part of Skyrim is complete wilderness that is untamed, and there are nine cities spread across the nation. Of the nine cities in Skyrim, there are five that are more urbanized, heavily populated and more city-like, and the other four are smaller, less populated and more rural in nature.[2]


The actual architecture of the buildings varies, but it is unknown what they were based on. The city of Markarth was originally built by the ancient Dwemer. The buildings were made of stone and the unique metal known only to the Dwemer. After the Dwemer disappeared in 1E 700, people started to settle into Markarth, so the Nords who settled the city did not have to use their cultural styles of architecture and infrastructure.


Forelhost Wordwall

A Word Wall in Skyrim.

Ancient Nordic architecture included longhouses, with "each beam and cornice festooned with carvings of dragons, bulls, boars, leering wild men, and dancing, long-tressed women."[OOG 2] The Ancient Nords, known as the Atmorans, built massive structures called Word Walls. Whether it was out of fear or respect, the Ancient Nords learned the language and writing system of the dragons.[50] One purpose of these Word Walls was to teach Words of Power to those who could learn and use Shouts.[2]

AlduinWallLarge

Alduin's Wall

There is also Akaviri architecture present in Skyrim. Sometime during the First Era (1E), Sky Haven Temple was constructed for and by the Akaviri Dragonguard. In 1E 2812, Emperor Reman II permitted the construction within Sky Haven Temple. Alduin's Wall is a massive stone mural built to record all of the Akaviri's accumulated dragon-lore and the Prophecy of the Dragonborn. Sky Haven Temple and Alduin's Wall is a testament to Akaviri architecture and sculpturing, and is considered to be some of the best preserved examples of early Akaviri structures and sculptures.[51][52]


EducationEdit

Three colleges exist in Skyrim: the Imperial College of the Voice in Markarth,[4] the Bards College in Solitude, and the College of Winterhold in Winterhold.[2]


AppearancesEdit


NotesEdit

  1. If divided differently, the word Keizaal can become Keiza-Al, which translates to "to Rebellion-Destroyer."


ReferencesEdit

  1. 1.0 1.1 Provinces of Tamriel
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 2.8 2.9 The Elder Scrolls V: Skyrim
  3. Dialogue with Knight-Paladin Gelebor
  4. อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named PGE1ES
  5. 5.0 5.1 Frontier, Conquest, and Accommodation: A Social History of Cyrodiil - University of Gwylim Press, 3E 344
  6. Pocket Guide to the Empire, Third Edition: Skyrim - Imperial Geographic Society
  7. Night of Tears - Dranor Seleth
  8. Songs of the Return, Vol 2
  9. Fall of the Snow Prince - Lokheim
  10. The Falmer: A Study - Ursa Urthrax
  11. Fall of the Snow Prince
  12. Songs of the Return, Vol 7
  13. Songs of the Return, Vol 19
  14. Pocket Guide to the Empire, First Edition: Morrowind
  15. Nerevar at Red Mountain - Alandro Sul
  16. Olaf and the Dragon - Adonato Leotelli
  17. Windhelm Palace of the Kings Plaque
  18. History of Raven Rock, Vol. I - Lyrin Telleno
  19. Lymdrenn Tenvanni's Journal
  20. Events of The Elder Scrolls V: Dragonborn
  21. An Elder Scrolls Novel: Lord of Souls
  22. Decree of Monument
  23. 23.0 23.1 The Bear of Markarth - Arrianus Arius
  24. Dialogue with Viarmo
  25. Events of "Unbound"
  26. Dwemer Inquiries Vol III - Thelwe Ghelein
  27. บันทึกภาคสนามของ Sinderion (Sinderion's Field Journal)
  28. The Nirnoot Missive - Sinderion
  29. The Holds of Skyrim: A Field Officer's Guide, For Use By Officers of the Imperial Legion
  30. Loading Screens (Skyrim)
  31. Skyrim's Rule: An Outsider's View - Abdul-Mujib Ababneh
  32. บทสนทนากับ Galmar Stone-Fist
  33. A History of Daggerfall - Odiva Gallwood
  34. 34.0 34.1 Holdings of Jarl Gjalund - Slafknir the Scribe
  35. Pocket Guide to the Empire, Third Edition: Skyrim - Imperial Geographic Society
  36. Brief History of the Empire, Book III - Stronach K'Thojj III, Imperial Historian
  37. Nords of Skyrim - My People, My Pride - Hrothmund Wolf-Heart
  38. 38.0 38.1 38.2 38.3 Varieties of Faith in the Empire - Mikhael Karkuxor
  39. 39.0 39.1 Dialogue with Arngeir
  40. Children of the Sky
  41. อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named dragonwar
  42. The Alduin/Akatosh Dichotomy: Book Seven of 2920, The Last Year of the First Era - Alexandre Simon, High Priest of the Akatosh Chantry, Wayrest
  43. Alduin is Real - Thromgar Iron-Head
  44. Sovngarde, a ReexaminationBereditte Jastal
  45. Dialogue with Aranea Ienith
  46. Dialogue with a priest in the Temple of the Divines
  47. Songs of Skyrim - Giraud Gemane
  48. Dialogue with Giraud Gemane
  49. Events of "Tending the Flames"
  50. Dragon Language: Myth no More — Hela Thrice-Versed
  51. Annals of the Dragonguard - Brother Annulus
  52. Dialogue with Esbern


Notice: The following are out-of-game references. They are not found in any in-game books, but can still be considered part of The Elder Scrolls lore and are included for completeness.
  1. An Elder Scrolls Novel: The Infernal City pg 196
  2. An Elder Scrolls Novel: The Infernal City pg 121


รับข้อมูลจาก "http://th.elderscrolls.wikia.com/wiki/Skyrim?oldid=807"

Ad blocker interference detected!


Wikia is a free-to-use site that makes money from advertising. We have a modified experience for viewers using ad blockers

Wikia is not accessible if you’ve made further modifications. Remove the custom ad blocker rule(s) and the page will load as expected.

Also on FANDOM

Random Wiki